เรื่องทั้งหมดโดย milksuchaya1234

i number คืออะไร

        ทำความรู้จัก Numbers

Numbers ทำให้การสร้างกระดาษคำนวณที่สวยงามและกระตุ้นความสนใจเป็นเรื่องง่าย เริ่มต้นด้วยแม่แบบใดแม่แบบหนึ่ง จากนั้นแก้ไขแม่แบบตามที่คุณต้องการ แม่แบบแต่ละแม่แบบมาพร้อมกับลักษณะที่ออกแบบไว้ก่อนแล้ว สำหรับวัตถุต่าง ๆ เช่น ตาราง แผนภูมิ ข้อความ รูปร่าง และอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ ชุดของสี เส้นขอบ ลูกเล่น และอื่น ๆ

เมื่อคุณเลือกวัตถุ คุณจะเห็นตัวควบคุมสำหรับเปลี่ยนลักษณะในตัวตรวจสอบรูปแบบ ซึ่งจะแสดงเฉพาะตัวควบคุมที่คุณจำเป็นต้องใช้สำหรับวัตถุที่เลือก

   การสร้างหรือเปิดกระดาษคำนวณ

เมื่อคุณสร้างกระดาษคำนวณใหม่ คุณจะเลือกได้ทั้งแม่แบบว่างเปล่า ซึ่งคุณจะสามารถเพิ่มตาราง แผนภูมิ ข้อความ และวัตถุอื่น ๆ ได้ หรือแม่แบบที่ออกแบบโดย Apple ซึ่งมีองค์ประกอบตัวยึดต่าง ๆ รวมทั้งข้อความ ตาราง และรูปภาพ แม่แบบเหล่านี้ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เช่น การเงินส่วนบุคคล ธุรกิจ และการศึกษา จะมอบจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมให้กับคุณ และคุณสามารถแก้ไขอย่างไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ

คุณยังสามารถใช้ Numbers เพื่อเปิดและแก้ไขกระดาษคำนวณ Microsoft Excel ได้อีกด้วย

การจัดระเบียบกระดาษคำนวณด้วยแผ่นงาน

คุณสามารถเพิ่มแผ่นงาน (หรือแถบ) หลายรายการเพื่อช่วยให้คุณจัดระเบียบตาราง แผนภูมิ และข้อมูลอื่น ๆ ของคุณได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณสามารถแยกการวางแนจัดงานรื่นเริงเป็นแผ่นงานต่าง ๆ ในเรื่องบัญชี รายการแขก ข้อมูลผู้ขาย และรายการงาน

แถบแท็บสำหรับเพิ่มแผ่นงานใหม่และการจัดระเบียบแผ่นงานใหม่

        การปรับแต่งแถบเครื่องมือด้วยตัวเอง

แถบเครื่องมือจะให้คุณเข้าถึงเครื่องมือที่คุณต้องการและการกระทำที่คุณแสดงใน Numbers อย่างรวดเร็ว เมื่อคุณพบว่าคุณทำการกระทำใดบ่อยที่สุด คุณสามารถเพิ่ม เอาออก และจัดเรียงปุ่มในแถบเครื่องมือใหม่เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานของคุณได้

  1. เลือก มุมมอง > ปรับแต่งแถบเครื่องมือด้วยตัวเอง (จากเมนูมุมมองที่ด้านบนสุดของหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ)

  2. ปฏิบัติตามวิธีใด ๆ ต่อไปนี้:

    • เพิ่มหรือเอารายการออกจากแถบเครื่องมือ: ลากรายการไปยังแถบเครื่องมือเพื่อเพิ่ม ลากรายการออกจากแถบเครื่องมือเพื่อเอาออก

    • การจัดเรียงรายการใหม่ในแถบเครื่องมือ: ลากรายการเพื่อจัดลำดับใหม่

      ปุ่มตัวตรวจสอบรูปแบบและการจัดเรียงและคัดกรองจะย้ายไปพร้อมกัน คุณไม่สามารถแยกได้

    • การรีเซ็ตแถบเครื่องมือ: ในการนำแถบเครื่องมือกลับไปที่ชุดของรายการค่าเริ่มต้น ให้ลากชุดที่ด้านล่างของหน้าต่างไปยังแถบเครื่องมือ

    • การซ่อนชื่อไอคอน: เลือก ไอคอนเท่านั้น จากเมนูป๊อปอัพในแถบที่ด้านล่างสุดของหน้าต่าง Numbers จะแสดงไอคอนและข้อความตามค่าเริ่มต้น

  3. คลิก เสร็จ

คุณยังสามารถซ่อนแถบเครื่องมือได้โดยการเลือก มุมมอง > ซ่อนแถบเครื่องมือ ในการแสดงแถบเครื่องมืออีกครั้ง ให้เลือก มุมมอง > แสดงแถบเครื่องมือ

Mind Map คืออะไร

เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้มากมายจาการสร้าง ผังมโนภาพหรือแผนที่ความคิด (อังกฤษ: Mind map) คือรูปจำลองที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่องโยงของมโนภาพที่สัมพันธ์กัน โดยใช้รูปภาพแทนมโนภาพหรือความคิด และเส้นลูกศรแทนลักษณะและทิศทางของความสัมพันธ์นั้น มีคำกำกับไว้ว่าภาพที่เราใช้แทนมโนภาพของอะไร เส้นลูกศรแทนความสัมพันธ์ในลักษณะและทิศทางใด ในบางครั้งมีการใช้การเน้นและแจกแจงเนื้อความด้วยสีและการวาดรูปประกอบ(ที่มา วิกิพีเดีย)

how-i-drew-my-mind-maps-e-book-300x229

เรามาเรียนรู้กันว่า จะนำ ผังมโนภาพหรือแผนที่ความคิด (Mind mapping) ไปใช้ในการจดจำสิ่งต่างที่เราได้ศึกษาหาความรู้ได้อย่างไร

ดร.โทนี บูซาน ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในเรื่องแผนที่ความคิด มาช่วยในการจดจำระยะยาวที่เรียกว่าวิธีเนโมนิก ซึ่งได้แก่การนำความรู้ใหม่ไปผูกโยงกับความรู้เดิมที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสมองซีกขวาโดยการจินตนาการ ด้วยหลักการใช้คำหลักเป็นตัวกำหนดแล้วขยายกิ่งก้านสาขาออกไป วิธีนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในเรื่องการทำประชาคม การบันทึกคำบรรยาย

แนวทางการเขียน mind map

4dimension1

1.เริ่มที่ตรงกลางหน้ากระดาษด้วยรูปหรือหัวข้อ ใช้สีอย่างน้อย 3 สี
2.ใช้รูป, สัญลักษณ์, รหัส, ความหนา ตลอดที่ทำ Mind mapping
3.ให้เขียนคำสำคัญโดยใช้ตัวพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็ก
4.คำแต่ละคำ หรือรูปแต่ละรูป จะต้องอยู่บนเส้นของตัวเอง
5.เส้นแต่ละเส้นต้องเชื่อมต่อกัน โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ตรงกลางภาพ เส้นที่อยู่ตรงกลางจะมีขนาดหนา และจะยิ่งบางลงเมื่อห่างจากศูนย์กลาง
6.ขนาดความยาวของเส้นที่ลาก ยาวเท่ากับคำหรือรูป
7.ใช้สี รหัสส่วนตัว ตลอดที่ทำ Mind mapping
8.พัฒนารูปแบบ Mind mapping ของตัวเอง
9.ใช้วิธีเน้นข้อความ และแสดงความเป็นกลุ่มก้อนใน Mind mapping
10.รักษา Mind mapping ให้เข้าใจง่ายโดยการแบ่งความสำคัญเริ่มจากตรงกลาง ใช้การเรียงลำดับตัวเลข หรือใช้เส้นร่างเพื่อรักษาความเป็นกลุ่มก้อนของแต่ละกิ่ง

ในการจัดทำควรแนะนำให้นักเรียนเริ่มต้นจากตรงกลางหน้ากระดาษ รูปภาพไม่ควรใหญ่กว่าเหรียญ 10 บาท กิ่งที่แตกออกใช้สีไหน ให้ใช้สีเดียวกัน ตัวหนังสือต้องพอดีกับเส้น และอยู่บนเส้น เมื่อถึงกิ่งสุดท้ายควรวาดภาพ

เนื้อหาสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ สาระภาษาไทย ระดับชั้น ทุกช่วงชั้น

ประเด็นคำถามเพื่อนำไปสู่การอภิปรายในห้องเรียน

1. นักเรียนจะนำความรู้ที่ได้จากการทำ Mind mapping ไปใช้อย่างไร

กิจกรรมเสนอแนะ

1. สามารถสอนได้ทุกสาระการเรียนรู้

2. ให้นักเรียนเสนอความคิดของนักเรียนอย่างหลากหลาย

การบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ

ศิลปะ การออกแบบรูปภาพ การสร้างกิ่งกอ้ยและกิ่งแก้ว

ด.ญ.สุชญา  บุญทา เลขที่ 18 ชั้น ม.2/1

สรุปเนื้อหารายวิชา 9/6/2558

วิชา คณิตศาสตร์พื้นฐาน (คุณครูนิศารัตน์  มาสุข)

เรื่อง  อัตราส่วน

อัตราส่วน  คือ  การเปรียบเทียบระหว่างปริมาณทั้งสองปริมาณ  อาจจะมีหน่วยเหมือนกันหรือหน่วยต่างกันก็ได้

เช่น  1. อัตราครู 1 คน ต่อนักเรียน 20 คน

= อัตราส่วนแทนจำนวนครูต่อนักเรียน  คือ  1:20  หรือ  1ส่วน 20

2. ไข่ไก่ 10 ฟอง ราคา 30 บาท

= อัตราส่วนแทนจำนวนไข่ไก่เป็นฟองต่อราคาเป็นบาท คือ 10:30 หรือ 10 ส่วน 30 หรือ 1 ส่วน 3

11130707_780977912021478_1366695901_n

ข้อสอบ

ข้อใดไม่ใช่อัตราส่วนเดียวกัน

ก. 48 : 72

ข. 36 : 24

ค. 12 :18

ง.  12 : 36

ตอบ ข้อ ง

สื่อการเรียน

วิชา  ภาษาไทยเพิ่มเติม ( พารินทร์  ใจแก้ว )

เรื่อง การอ่านออกเสียง

การอ่าน  คือ  กระบานการรับรู้และเข้าใจ สารที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากนั้นจึงแปลสัญลักษณ์  อักษรนั้นเป็นความรู้โดยอาศัยทักษะการอ่าน

กระบวนการคิด  ประสบการณ์

ประเภทการอ่าน

– การอ่านออกเสียง = การเปล่งเสียง  ไม่ตะโกน ไม่ดัดเสียง

– การอ่านในใจ = ไม่บ่นพึมพำ ใช้เพียงสายตากวาดตามอักษร

องค์ประกอบของการอ่าน

– ฝึกใช้สายตา

– ฝึกใช้เสียง

– ฝึกใช้อารมณ์

– ฝึกอ่านให้คล่อง / ถูกต้องตามอักขระวิธี ( ร,ล,ควบกล้ำ )

– ฝึกใช้อวัยวะในการออกเสียง ( ปาก,คอ )

– ฝึกวางบุคลิกภาพ ( นั่ง,ยืน )

ความสำคัญของการอ่าน

– ได้ความรู้ / สาระ ทำให้ทันต่อเหตุการณ์  ทันความคิด

– หนังสือเป็นสื่อที่ดีที่สุด

– ราคาถูก ใช้ง่าย

– ได้ใช้ความคิดอิสระ , ได้ใช้จินตนาการ

มารยาทในการอ่าน

– ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น

– ไม่ใช้อุปกรณ์สื่อสาร

– ไม่นำขนม  น้ำ  อาหารต่างๆเข้าไปในห้องสมุด เป็นต้น

11637943_784217761697493_1131955066_n-1

11301593_784217751697494_2126326360_n

ข้อสอบ

คำในข้อใดที่อ่านออกเสียงได้ถูกต้องทุกคำ

ก.  อนุสาวรีย์      อ่านว่า   อะ-นุ-สาว-วะ-รี          อรหันต์          อ่านว่า    อะ-ระ-หัน

ข.   มลพิษ            อ่านว่า    มน-ละ-พิด                   มนัสวี            อ่านว่า    มะ-นัด-สะ-หวี

ค.  ภารต              อ่านว่า    พา-รด                            ภาสกร           อ่านว่า    พา-สะ-กอน                                      ง.   ทิฐิ                     อ่านว่า    ทิด-ถิ                              ธารกำนัล      อ่านว่า    ธาน-ระ-กำ-นัน

ตอบ ข้อ ก

วิชา พระพุทธศาสนา ( คุณครูนิยม  ชมชื่น )

เรื่อง  พระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา  คือ  การได้สวดมนต์หน้าเสาธง  การถือศิลทั้ง  5  ข้อ ทำบุญ  ตักบาตร  ศาสนาสากล   สวดมนต์ไหว้พระ เป็นต้น

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้า  คือ  มีการประสูติ   ตรัสรู้   ปรินิพพาน   และเป็นผู้ก่อตั้งศาสนา

11292686_784223041696965_1181610099_n

ข้อสอบ

เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติได้ 7 วัน มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

ก.  ทำพิธีขนานพระนาม

ข.   พระมารดาสิ้นพระชนม์

ค.   พระบิดาทรงสร้างปราสาท 3 หลังถวาย

ง.    อสิตดาบสเข้าเยี่ยมและทำนายพระลักษณะ

ตอบ  ข้อ  ข

วิชา ภาษาจีน ( คุณครูศิริพร  รุ่งกิจการ )

– อักษรพินยินในภาษาจีน มีทั้งหมด 21 ตัว

– สระผสม

– สระเสียงนาสิก

– สระเดี่ยว 6  ตัว

– สระพิเศษ

– ฝึกออกเสียง

เช่น

11355548_784221448363791_174119136_n11280411_784222765030326_1635315204_n

ข้อสอบ

คำสั่ง เลือกความหมายให้ตรงกับตัวอักษรจีน

 桥
ก.  แม่น้ำ
ข.  สะพาน

ค. ถนน

ตอบ ข้อ ข

วิชา  วิทยาศาสตร์ ( ครูใหม่ )

– เรื่องอาหารและการดำรงชีวิต

อาหาร   คือ สิ่งที่รับประทานได้ไม่เป็นพิษและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรงต้านทานโรค

สารอาหาร  คือ สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของอาหารเป็นสิ่งที่กินเข้าไปแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายใช้เผาผลาญเป็นพลังงาน ใช้ในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและใช้ในกิจกรรมต่างๆของสิ่งมีชีวิต มี 6 ชนิด คือ คาร์โบโฮเดรต โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ และน้ำ

สารอาหารทั้ง  6 ชนิด

1.คาร์โบไฮเดรต    ได้แก่ อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากพืช เช่น ข้าว   เผือก มัน และอ้อย

2.โปรตีน ได้แก่ เนื้อ ไข่ นม และถั่ว

3.ไขมัน   ได้แก่ ไขมันและน้ำมัน แหล่งที่มาทั้งจากสัตว์และพืช

4.วิตามิน  ได้แก่ ผัก และผลไม้

5.แร่ธาตุ ได้แก่ ผัก และผลไม้

6.น้ำ  ได้แก่ น้ำเปล่า และน้ำแร่

  สารอาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายและสารอาหารที่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

–  สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
–  สารอาหารที่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย คือ วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ
–  สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย
​- คาร์โบไฮเดรต

 1.   คาร์โบไฮเดรต

–  พบในแป้งและน้ำตาล
–  เมื่อย่อยแล้วได้โมเลกุลที่เล็กที่สุด คือ กลูโคส
–  ให้พลังงาน 4 kcal/g
–  ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณมากคาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมไว้เป็นแหล่งพลังงานซึ่งสะสมไว้ที่กล้ามเนื้อและตับทั้งแป้งและไกลโคเจนจะถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคสเพื่อใช้เผาผลาญพลังงานในยามที่เราต้องการ
–  ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายควรได้รับขึ้นอยู่กับการใช้พลังงานของแต่ละบุคคล กล่าวคือพลังงาน 50-60% ได้มาจากคาร์โบไฮเดรต

ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต

1.ให้พลังงานแก่ร่างกาย

2.ช่วยทำให้ไขมันเผาผลาญได้สมบูรณ์

3.เก็บสะสมไว้ในร่างกาย เพื่อนำไปใช้เวลาขาดแคลน

ผลของการขาดคาร์โบไฮเดรต   จะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ตาลาย

– น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

– น้ำตาลโมเลกุลคู่

– คาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่

– โปรตีน

2. โปรตีน

–  พบในกลุ่ม เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว

–  เมื่อย่อยแล้วได้กรดอะมิโน

–  ให้พลังงาน 4 kcal/g

–  ร่างกายเปลี่ยนโปรตีนเป็นคาร์โบไฮเดรตและไขมัน

–  กรดอะมิโนมีอยู่ 8 ชนิดที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับจากอาหารเรียกว่า กรดอะมิโนจำเป็น

ปริมาณของโปรตีนที่ร่างกายควรได้รับ

  เด็ก  ปริมาณ 2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

   ผู้ใหญ่    ปริมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

  ประโยชน์ของโปรตีน

1.ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต  ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

2.เป็นองค์ประกอบของสาระสำคัญต่างๆในการสร้างเอนไซม์ ฮอร์โมนและสารภูมิคุ้มกัน

ผลของการขาดโปรตีน

  • เด็ก  ถ้าหากขาดโปรตีนอย่างมากจะทำให้เกิดโรคคะวาซิออร์กอร์(kwashiokor) มีอาการอ่อนเพลีย บวม ตับโต
  •  ผู้ใหญ่  ซูบผอม ไม่มีเรี่ยวแรง ฟื้นจากโรคได้ช้า

– ไขมัน

 3.ไขมัน

–  ไขมันมี 2 ประเภทคือ ไขมันธรรมดา ได้แก่ ไขมันสัตว์และน้ำมันพืช และไขมันพิเศษ เช่น ไข่แดง
–  เมื่อย่อยแล้วได้กรดไขมันกับกลีเซอรอล
–  ให้พลังงาน 9 kcal/g
–  ช่วยละลายวิตามิน A D E และ 
–  คอเลสเตอรอล เป็นไขมันพิเศษที่ตับสร้างขึ้นได้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เนื่องจากจะทำให้ไปสะสมอยู่ตามหลอดเลือด เป็นสาเหตุ- ให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน
–  ถ้ารับประทานไขมันในปริมาณมากจะทำให้เกิดโรคอ้วนและความดันโลหิตสูงได้

ประโยชน์ของไขมัน

 1.เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย 2.ไขมันที่สะสมไว้ใต้ผิวหนังเป็นฉนวนป้องกันความร้อนไม่ให้สูญเสียออกจากร่างกาย

  3.เป็นส่วนประกอบของเซลล์ประสาทเยื่อหุ้มเซลล์

 ผลของการขาดไขมัน

 1.ผิวหนังแห้งแตกเป็นแผล และเป็นโรคผิวหนังได้ง่าย

 2.ทำให้อาหารไม่อยู่ท้อง คือ หิวง่าย

การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ 9 ดังนี้

1) กินอาหารครบ 5 หมู่

2) กินข้าวเป็นอาหารหลัก

3) กินพืชผักให้มาก

4) กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ

 5) ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย

6) กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร

7) หลีกเลี่ยงการกินอาหรรสหวานจัดและเค็มจัด

8) กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน

9) งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

 – วิตตามิน

วิตามิน หรือ ไวตามิน เป็นสารประกอบอินทรีย์ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่สิ่งมีชีวิตต้องการในปริมาณเล็กน้อย[1] เรียกสารประกอบเคมีอินทรีย์ (หรือชุดสารประกอบที่สัมพันธ์กัน) ว่า วิตามิน ต่อเมื่อสิ่งมีชีวิตไม่สามารถสังเคราะห์สารนั้นได้ในปริมาณเพียงพอ และต้องได้รับจากอาหาร ฉะนั้น คำว่า “วิตามิน” จึงขึ้นอยู่กับทั้งสภาวะแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ถือเป็นวิตามินสำหรับมนุษย์ แต่ไม่ถือเป็นวิตามินสำหรับสัตว์อื่นส่วนใหญ่ การเสริมวิตามินสำคัญต่อการรักษาปัญหาสุขภาพบางอย่าง แต่มีหลักฐานประโยชน์การใช้ในผู้มีสุขภาพดีน้อย[2]

ตามธรรมเนียม คำว่า วิตามิน ไม่รวมสารอาหารสำคัญอื่น เช่น แร่ธาตุ กรดไขมันจำเป็น หรือกรดอะมิโนจำเป็น (ซึ่งร่างกายต้องการสารเหล่านี้ในปริมาณมากกว่าวิตามินมาก) หรือสารอาหารอื่นอีกมากที่ส่งเสริมสุขภาพแต่ต้องการไม่บ่อย[3] ในปัจจุบัน ระดับสากลรับรองวิตามินอย่างสากลสิบสามชนิด วิตามินจำแนกโดยกัมมันตภาพทางชีวภาพและเคมี ไม่ใช่โครงสร้าง ฉะนั้น วิตามินแต่ละชนิดจึงหมายถึงสารประกอบวิตาเมอร์ (vitamer) ซึ่งล้วนแสดงกัมมันตภาพทางชีวภาพที่สัมพันธ์กับวิตามินหนึ่ง ๆ ชุดสารเคมีดังกล่าวจัดกลุ่มตามชื่อวิตามิน “ระบุทั่วไป” เรียงตามอันดับอักษร เช่น “วิตามินเอ” ซึงรวมสารประกอบเรตินัล เรตินอล และแคโรทีนอยด์ที่ทราบกันอีกสี่ชนิด วิตาเมอร์ตามนิยามสามารถเปลี่ยนเป็นรูปกัมมันต์ของวิตามินในร่างกายได้ และบางครั้งสามารถเปลี่ยนเป็นวิตาเมอร์อีกชนิดหนึ่งได้เช่นกัน

วิตามินมีหน้าที่ทางชีวเคมีหลากหลาย วิตามินบางตัวมีหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเป็นตัวควบคุมเมแทบอลิซึมของแร่ธาตุ (เช่น วิตามินดี) บางตัวควบคุมการเจริญและการเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เฉพาะของเซลล์และเนื้อเยื่อ เช่น วิตามินเอบางรูป หน้าที่อื่นของวิตามิน เช่น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (เช่นวิตามินอีและวิตามินซีในบางครั้ง) วิตามินจำนวนมากที่สุด วิตามินบีคอมเพลกซ์ มีหน้าที่เป็นสารตั้งต้นของโคแฟกเตอร์เอนไซม์ ซึ่งช่วยเอนไซม์ทำงานเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในเมแทบอลิซึม ในบทบาทนี้ วิตามินอาจสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอนไซม์ที่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่พรอสเธติก (prosthetic group) ตัวอย่างเช่น ไบโอตินเป็นส่วนของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกรดไขมัน วิตามินยังอาจสัมพันธ์ใกล้ชิดน้อยกว่ากับตัวเร่งปฏิกิริยาเอนไซม์ คือ โคเอนไซม์ ซึ่งเป็นโมเลกุลจับได้ซึ่งมีหน้าที่นำหมู่เคมีหรืออิเล็กตรอนระหว่างโมเลกุลต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น กรดโฟลิกอาจนำหมู่เมทิล ฟอร์มิล และเมทีลินในเซลล์ แม้ว่าบทบาทเหล่านี้ในการสนับสนุนปฏิกิริยาเอนไซม์-สารตั้งต้นจะเป็นหน้าที่ของวิตามินซึ่งทราบกันดีที่สุด ทว่า หน้าที่อื่นของวิตามินก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน[4]

เมื่อกลางคริสต์ทศวรรษ 1930 มีเม็ดเสริมอาหารวิตามินบีคอมเพลกซ์ที่สกัดจากยีสต์และวิตามินซีกึ่งสังเคราะห์เชิงพาณิชย์วางขายเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้น วิตามินได้รับจากอาหารเพียงทางเดียว และปกติการเปลี่ยนอาหาร (ตัวอย่างเช่น ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างฤดูเพาะปลูกหนึ่ง ๆ) เปลี่ยนชนิดและปริมาณวิตามินที่ได้รับอย่างมาก ทว่า ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา มีการผลิตวิตามินเป็นสารเคมีโภคภัณฑ์และมีเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสารปรุงแต่งวิตามินรวมทั้งกึ่งสังคราะห์และสังเคราะห์ราคาไม่แพงอย่างแพร่หลาย

ข้อสอบ

คำถาม :

สารอาหารที่ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี คือสารอาหารประเภทใด

ก.  โปรตีนและไขมัน

ข.   คา์ร์โบไฮเดรตและไขมัน

ค.   โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต

ง.    ถูกทุกข้อ

ตอบ ข้อ ง

วิชาหน้าที่พลเมือง ( คุณครูปภาดา  มลิกุล )

– พลเมืองที่ดีตามวิถีประชาธิปไตย

พลเมือง = ประชาชน

วิถี   =  การดำรงชีวิต

ประชาธิปไตย = ประชาชน – อธิปไตย = อำนาจในการปกครองตนเองส่วนปกครองประชาชนเพื่อประชาชน

เช่น

11651326_787223894730213_808760595_n11657364_787223934730209_1800840855_n-111637874_787223978063538_942729602_n-2

11655397_787223984730204_426271191_n

ข้อสอบ

ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของสังคม
ก. มีการเปลี่ยนแปลง
ข. มีกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผน
ค. มีการให้อิสระแก่ประชาชนในสังคมที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
ง. มีการกระทำระหว่างกันทางสังคมและมีการติดต่อสัมพันธ์กัน

ตอบ ข้อ ค

วิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ( คุณครูนพดล  ฟ้าแลบ )

A – Z

A – ALPHA

B – BRAVO

C – CHARLIE

D – DELTA

E – ECHO

F – FOXTROT

G – GOLF

H – HOTEL

I – INDIA

J – JULIET

K – KILO

L – LIMA

M – MILE

N – NOVEMBER

O – OSCAR

P – PAPA

Q – QUEBEC

R – ROMEO

S – SIERRE

T – TANGO

U – UNIFORM

W – WISKEY

X – X-RAY

Y – YANKEE

Z – ZULU

ข้อสอบ

One, three, five, _____

ก.  two

ข.   five

ค.  seven

ง.   ten

ตอบ ข้อ ค

วิชา  การสื่อสารและการนำเสนอ ( คุณครูพรรณิดา  ข่ายสุวรรณ )

1 องค์ประกอบ และความหมาย ของการสื่อสาร

component
แบบจำลองของ ฮาโรลด์ ดี ลาสเวลล์ (Harold D. Lasswell) ค.ศ.1948

การสื่อสาร (Communication) มาจากภาษาละตินว่า communicare หมายถึง to share คือ กิจกรรมที่สื่อสารสนเทศบางอย่าง ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก การเอาใจใส่ ทัศนคติ ความคาดหวัง การรับรู้ หรือคำสั่ง อาจเป็นการพูดคุย การแสดงออก การเขียน พฤติกรรม หรือผ่านอุปกรณ์อื่นใด ที่เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่าง 2 คนหรือมากกว่า
องค์ประกอบของการสื่อสาร (Communication Components) ประกอบด้วย ผู้ส่งสาร (Sender) สาร (Message) สื่อ (Channel or Medium) และผู้รับ (Receipient) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดในเวลาที่จำกัด หรือในพื้นที่แคบ และการสื่อสารเกี่ยวข้องกับขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้น คือ 1) คิด (Thought) ในผู้ส่งสาร 2) เข้ารหัส (Encoding) แปลงสารเพื่อส่งผ่านช่องทางที่กำหนด 3) ถอดรหัส (Decoding) แปลสิ่งที่ได้รับเป็นความเข้าใจที่มีต่อสาร
โมเดลของการสื่อสาร (Communication Model) ครั้งแรกนั้นถูกเสนอโดย Claude Shannon และ Warren Weaver นักวิศวกรไฟฟ้า ที่ Bell Laboratories ในค.ศ.1949 (2492) ออกแบบเพื่อแสดงการสะท้อนการทำงานของ วิทยุ และโทรศัพท์ ในงานที่เขาทำอยู่ เป็นแบบจำลองการสื่อสารเชิงทฤษฎีคณิตศาสตร์ (The Mathematical Theory of Communication) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบ 6 ส่วน
ในชีวิตประจำวันของมนุษย์จำเป็นต้องมีกิจกรรมเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นเสมอ นับตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงดึกดื่นค่ำมืดของแต่ละวัน ในบรรดากิจกรรมทั้งวันมีมากกว่า 70% ต้องใช้ไปกับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นด้วยการพูด (talking) การฟัง (listening) การอ่าน (reading) และการเขียน (writing) หมายความว่าเราใช้ 10-11 ชั่วโมง เพื่อการติดต่อสื่อสารกันด้วยถ้อยคำ โดยไม่รวมการสื่อสารแบบไม่ใช้ถ้อยคำ เช่น อากัปกิริยา การแสดงสีหน้า และการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อแสดงควาหมาย [1]p.157 โดย David K. Berlo
interview
การแต่งตัวของนักร้อง สื่อสารกับพิธีกร มี Feedback อย่างไร
ภาพนี้น่าสนใจ เพราะรายการทั่วไปจะมีหมอนใบใหญ่ ๆ+ http://en.wikipedia.org/wiki/Communication
+ แทยอน ทิฟฟานี่ และซอฮยอน ไปถ่ายทำรายการ Love in Asia
+ แนวการสอน 4 วัน
+ นักศึกษา MBA #3 ทั้ง 51 คน
T.2 สาร คืออะไร

สาร (Message) คือ เรื่องราวอันมีความหมายและแสดงออกมาโดยอาศัยภาษา หรือสัญลักษณ์ใดก็ตาม
ที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันได้ สารจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ส่งสารเกิดความคิดขึ้น และต้องการจะส่ง
หรือถ่ายทอดความคิดนั้นไปสู่การรับรู้ของผู้อื่น (ผู้รับสาร) 

สาร (Message) ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน
1. รหัสของสาร (message codes)
รหัสของสาร คือ ภาษา (Language) หรือสัญลักษณ์ (symbolic) หรือสัญญาณ (signal) 
ที่มนุษย์คิดขึ้นเพื่อใช้แสดงออกแทนความคิดเกี่ยวกับบุคคลและสรรพสิ่งต่าง ๆ
อาจใช้คำพูด หรือไม่ใช้คำพูดก็ได้ เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ QR-Code
2. เนื้อหาของสาร (message content)
เนื้อหาของสาร ที่มนุษย์สื่อสารกันนั้นครอบคลุมถึงความรู้และประสบการณ์ของมนุษย์ 
2.1 สารประเภทข้อเท็จจริง - สารที่รายงานให้ทราบถึงความจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกทางกายภาพ 
2.2 สารประเภทข้อคิดเห็น - สารที่เกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใจจากการประเมินของผู้ส่งสาร
2.3 สารประเภทความรู้สึก - พวกโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน นวนิยาย หรือเรื่องสั้น
3. การจัดสาร (message treatment)
สารอาจถูกจัดการด้วยการเรียงลำดับความยากง่าย รูปแบบการใช้ภาษา 
เช่น สารในการโฆษณา การหาเสียง การรายงาน
อ้างอิงจาก http://e-book.ram.edu/e-book/m/mc111/mc111_04_01.html

? การไม่ควบคุมสารที่ส่งออกไปผ่านสื่อ นำมาวิพากษ์ได้หลายประเด็น มีตัวอย่างให้เห็นบ่อยครั้ง
อาทิ ฝ้าย-เวฬุรีย์ ดิษยบุตร สละมงกุฏ MUT2014 หรือ มาร์ค V11 AF7 ด่าอภิสิทธิ์
ฮาโรลด์ ดี ลาสเวลล์
(Harold D. Lasswell)

นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน
ได้อธิบายการสื่อสารที่มีคนรู้จักมากที่สุด
ในปี ค.ศ.1948 (2591) โดยเสนอว่า วิธีที่สะดวกที่จะอธิบายการกระทำการสื่อสารคือ การตอบคำถามต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ใคร (who)
2. กล่าวอะไร (says what)
3. ผ่านช่องทางใด (in which channel)
4. ถึงใคร (to whom)
5. เกิดผลอะไร (with what effect)
e-book.ram.edu

การนำความคิดมาแปลงเป็นสารนั้น มีเงื่อนไขมากมายภายใต้กระบวนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ก่อนเริ่มต้นการสื่อสาร สารที่ปรากฎอาจมาจากความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ ประสบการณ์ และข้อมูล ดังคำว่า “ความผิดคนอื่นดั่งขุนเขา ความผิดเราเท่าเส้นผม” หรือ “ความดีเราดั่งขุนเขา ความดีคนอื่นเท่าเส้นผม” ซึ่งเป็นการชวนคิดตามคำที่ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ก็มาจากความรู้สึกเป็นสำคัญ มีกิจกรรมชวนคิดที่ชื่อว่า Six Hat Thinking ที่ฝึกให้รู้ว่าแต่ละเรื่องนั้นคิดกันได้หลายมุม
การคิดผ่านหมวก 6 ใบ #
1. White Hat: ใช้ข้อมูลข่าวสาร
2. Red Hat: ใช้อารมณ์ความรู้สึก
3. Black Hat: ใช้การตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัยมุมลบ
4. Yellow Hat: ใช้การมองในแง่ดี และมีความหวัง
5. Green Hat: ใช้การคิดอย่างสร้างสรรค์
6. Blue Hat: ใช้การควบคุมความคิดทั้งหมดให้มองเห็นภาพรวมของการคิด
บางครั้ง เมื่อได้รับประเด็นมาหนึ่งเรื่อง แล้วเข้ากระบวนการคิด ก็จะแปลงเป็นสารในหลายความคิดได้ อาจมีทั้งหมวกขาว และหมวกแดงคู่กัน ถ้ามีโอกาสก็จะชวนนักศึกษาทั้งกลุ่ม แบ่งกันสวมหมวกคนละใบ แล้วออกมาส่งสารผ่านวาจาให้เพื่อนได้ทราบความคิด ตามบทบาทของหมวกแต่ละใบ
ตัวอย่างประเด็น
– ดูละครผู้ร้ายตายตอนจบ
– ดูละครพระเอกข่มขืนนางเอก มิ.ย.57
– ดูละครตบจูบ
– พบเพื่อนยังไม่ส่งหัวข้อ
– ทำงานในองค์กรหลงทิศ
– ทำงานในราชการ หรือ เอกชน
– Tablet ป.1 หรือ รับจำนำข้าว
– รับตรง กับ แอดมิชชั่นกลาง
T.3 ช่องทางการสื่อสาร หรือ สื่อ คืออะไร

ช่องทางการสื่อสาร (Channel) หรือ สื่อ (Media) คือ  ตัวกลางให้สื่อวิ่งจากผู้ส่งสารไปถึงผู้รับสาร
โดยปกติผู้รับสารจะรับสารผ่านเข้าไปสู่ช่องทาง (Channel) การรับรู้ของมนุษย์ โดยผ่านประสาทสัมผัส
ได้แก่ มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้สัมผัส และได้ลิ้มรส ซึ่งต้องอยู่ต่อหน้ากัน
แต่ถ้าอยู่ห่างไกลกันก็ต้องใช้สื่อ (Media) ที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องช่วยในการติดต่อสื่าอสาร
โดย "ช่องทาง" หมายถึง ทางซึ่งทำให้ผู้ส่งสารกับผู้รับสารติดต่อกันได้ อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย 
ส่วน "สื่อ" หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ อากาศ แสง เสียง อุปกรณ์ เครื่องมือที่มนุษย์คิดขึ้น
หรือ เครือข่ายสังคม อย่าง facebook.com หรือ line

การแบ่งสื่อตามลักษณะของสื่อ สามารถแบ่งได้ 5 ประเภท
1. สื่อธรรมชาติ ได้แก่ บรรยากาศที่อยู่รอบตัวมนุษย์อันมีอยู่ตามธรรมชาติ 
2. สื่อมนุษย์ ได้แก่ บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นสื่อนำสารไปสู่ผู้รับ เช่น คนนำสาร นักเล่านิทาน โฆษก ล่าม
3. สื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ สื่อทุกชนิดที่อาศัยเทคนิคการพิมพ์ เช่น นิตยสาร  หนังสือพิมพ์งฅนเมืองเหนือ 
4. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ สื่อที่พัฒนาโดยใช้ระบบเครื่องกลไกไฟฟ้า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต
5. สื่อระคน ได้แก่ สื่อที่ทำหน้าที่นำสาร แต่ไม่อาจจัดไว้ใน 4 ประเภทข้างต้น เช่น วัตถุจารึก สื่อพื้นบ้าน
+ http://e-book.ram.edu/e-book/m/mc111/mc111_04_01.html

? ถ้าจะส่งข้อมูลถึงลูกค้า ท่านจะใช้สินค้าใด กับสื่อประเภทใด เพราะเหตุใด

เว็บไซต์ + โดเมน

คลิ๊ป MIS#49

e-learning
##

e-book
#
Sound
#
KM + Blog
#
T.4 ประเภทของสื่อที่ใช้ในงานประชาสัมพันธ์ [1]p.268

สื่อบุคคล (Personal media)
1. คำพูด/วาจา (spoken words) .. โทรศัพท์ หรือประชุม
2. อีเมล (e-mail)
สื่อมวลชน (Mass media)
1. วิทยุกระจายเสียง (Radio)
2. หนังสือพิมพ์ (Newspaper)
3. โทรทัศน์  (Television)
4. ภาพยนตร์ (Movie) - handbill
5. วารสาร (Journal) - มหาวิทยาลัย
6. นิตยสาร (Magazine)
7. โปสเตอร์ (Poster)
8. เหตุการณ์พิเศษ (Special Event)
9. เว็บไซต์ (Website)
ฯลฯ
ประเภทของสื่อใหม่ (New media)
สื่อที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่เชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
– เว็บไซต์/เว็บเพจ ในยุคเว็บ 2.0 ขึ้นไป – blog, เว็บ-น่ะ-รก
– เครือข่ายสังคม – facebook, twitter, line
– แอพพลิเคชั่น – google form, isnap, game
– โมบาย – Responsive website
– CD, VCD, DVD, Blu-ray
Convergence : Computer, Typography,
Personal media, Broadcasting, Telecommunication
+ http://elearning2.utcc.ac.th (สื่อใหม่)
+ http://th.wikipedia.org/wiki/สื่อใหม่
T.5 ตัวแบบการสื่อสาร (Models of Communication)

การสื่อสารมีตัวแบบหลายรูปแบบ ที่ต้องเข้าใจ และเลือกใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมาย ซึ่ง Wood, J. T. (2009) [2] เขียนไว้ในหนังสือ Communication in our lives ว่ามีทั้งหมด 3 ตัวแบบ คือ เป็นเส้นตรง เป็นเส้นรับกับเส้นส่ง และผสมบทบาทเป็นทั้งผู้รับและผู้ส่ง
+ http://lms.oum.edu.my (Open University Malaysia)
1. ตัวแบบทางเดียว (Linear model) – การสื่อสารเกิดขึ้นเป็นเส้นตรง จำลองภาพการสื่อสารทางเดียว คือมีผู้ส่ง มีสาร มีสื่อ มีผู้รับ และมีการตอบสนอง เป็นโมเดลที่เน้นการตอบคำถาม 5 คำถามคือ Who?, What?, In what channel?, To whom?, With what effect?
2. ตัวแบบสองทางสลับกัน (Interactive model) – การสื่อสารที่เกิดการเข้ารหัสทั้งระหว่างผู้รับ และผู้ส่ง โดยช่องทางของ message และ feedback แยกกันคนละเส้นอย่างชัดเจน แต่ผู้รับกับผู้ส่งจะสลับบทบาทกันได้ สิ่งที่แยกระหว่างแต่ละคน คือ กรอบแห่งประสบการณ์ร่วม (Field of Experience)
3. ตัวแบบพร้อมกัน (Transactional model)
การสื่อสารในสังคมที่ใช้คำว่าผู้สื่อสาร (Communicator) และแบ่งกรอบแห่งประสบการณ์ร่วมของแต่ละคน ซึ่งแต่ละช่วงเวลาจะมีการสื่อสารสองทาง คือเป็นทั้งผู้ส่ง และผู้รับเกิดขึ้นตลอดเวลา
T.6 วิธีการสื่อสาร #

1. การสื่อสารด้วยวาจา (ภาษาพูด) - หลักพูด
2. การสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษร (ภาษาเขียน) - 7Cs, ไอทีในชีวิตประจำวัน
3. การสื่อสารด้วยกริยาท่าทาง (ภาษากาย) - ท่าของเรา แสดงถึงอะไร บอกได้ไหม
T.7 ประเภทของการสื่อสาร # #

1. การสื่อสารภายในตนเอง (Intrapersonal or Self-Communication) เช่น ไม่นะ เดี๋ยวอ้วน
2. การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonnal Communication) เช่น อีกหน่อยสิ เหลือเต็มเตาปิ้งเลย
3. การสื่อสารแบบกลุ่ม (Group Communication) เช่น ตกลงจะไปหรือไม่ไปกันแน่ 
4. การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) เช่น เลือกผมเถอะ เดี๋ยวจะสร้างถนนเข้าหมู่บ้านให้
T.8 หลักสำคัญของการติดต่อสื่อสาร [1]p.66

Scott M. Cutlip and Allen H. Center, Effective public relations 5th ed.
1. ความน่าเชื่อถือ (Credibility)
- มีอะไรก็ตามที่ทำให้ความน่าเชื่อถือในการสื่อสารลดลง ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเป้าหมายของการสื่อสาร
2. ความเหมาะสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม (Context)
- สภาพแวดล้อมต้องเอื้ออำนวย สนับสนุนการติดต่อสื่อสาร
3. เนื้อหาสาระ (Context)
- ประเด็นเป็นที่ต้องการตรงกันกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
4. ความชัดเจน (Clarity)
- เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย มีความชัดเจน และเพียงพอที่จะเข้าใจ
5. ความต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ (Continuity and Consistency)
- ความคงเส้นคงว่าของการให้ข้อมูลข่าวสาร จะทำให้การติดต่อสื่อสารมีความยั่งยืน
6. ช่องทางในการสื่อสาร (Channels)
- ตัวที่เชื่อมระหว่างผู้รับและผู้ส่งสาร ซึ่งมีได้หลายทางที่สนับสนุนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
7. ขีดความสามารถของผู้รับ (Capability of audience)
- ต้องทำให้สารนั้นเป็นที่เข้าใจได้ง่าย จนผู้รับสารใช้ความพยายามน้อย แต่ก็ยังเข้าใจได้
T.9 การสื่อสารระหว่างบุคคล คืออะไร

การสื่อสารระหว่างบุคคล (อังกฤษ: Interpersonal Communication) คือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป การที่บุคคลสองคนหรือมากกว่านั้นติดต่อกันนั้น จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจกันและรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของโลก นอกจากนี้ก็จะทำให้รู้จักตนเองด้วย เพราะการสื่อสารเป็นเหมือนภาพสะท้อนที่กลับมาหาตัวเอง คนที่ขาดการสื่อสารระหว่างบุคคลจะเป็นคนที่ปรับตัวทางสังคมยากและมีปัญหาทางด้านอารมณ์ ยิ่งคนที่มีการสื่อสารระหว่างบุคคลมากเพียงใดก็จะยิ่งเพิ่มการรู้จักตัวเองและการรู้จักคนอื่นมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น ข้อมูลที่เราได้มาจากการสื่อสารระหว่างบุคคล นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการปรับตัวเองแล้ว ยังแสดงว่าตัวเองมีความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่นอีกด้วย การสื่อสารระหว่างบุคคล ทำให้เกิดผล 3 ประการ
1. ลดความกลัวในการติดต่อสื่อสารลง
2. มีความสอดคล้องกันระหว่างทัศนคติและการแสดงออก
3. สร้างความไว้วางใจกับผู้ที่ติดต่อ
+ http://th.wikipedia.org
T.10 อวัยวะสัมผัส (Sensory Organ)

มนุษย์เรารับรู้จากการสัมผัสโดยอาศัยอวัยวะรับสัมผัส (Reception)
1. ตา (Eye) ให้ความรู้สึกจากการเห็น เรียกว่า จักษุสัมผัส
2. หู (Ear) ให้ความรู้สึกจากการได้ยิน เรียกว่า โสตสัมผัส
3. จมูก (Nose) ให้ความรู้สึกจากการได้กลิ่น เรียกว่า ฆานสัมผัส
4. ลิ้น (Tongue) ให้ความรู้สึกจากการรู้รส เรียกว่า ชิวหาสัมผัส
5. ผิวหนัง (Skin) ให้ความรู้สึกจากการสัมผัส เรียกว่า กายสัมผัส
T.11 รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล #

การส่งสัญญาณข้อมูล (Data transmission) หมายถึง การส่งข้อมูลจากเครื่องส่งสาร หรือผู้ส่งสาร ผ่านสื่อหรือช่องทางไปยังเครื่องรับสารหรือผู้รับสาร ซึ่งแบบของการส่งสัญญาณข้อมูลมีหลายรูปแบบ

1. แบบทิศทางเดียว (One-way หรือ Simplex)คือ การส่งข้อมูลในทิศทางเดียว เช่น การส่งสัญญาณของสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือข้อมูลในเว็บไซต์แบบ Web 1.0 ซึ่งผู้ส่งจะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารย้อนกลับมาจากผู้รับ เพราะไม่มีช่องทางรับสาร 2. แบบกึ่งทางคู่ (Half-Duplex) คือ การส่งข้อมูลในแบบสลับกันรับ-ส่งข้อมูลไปมา เช่น การใช้วิทยุสื่อสาร หรือเว็บบอร์ด ซึ่งผู้ส่ง และผู้รับจะส่งสารในเวลาเดียวกันไม่ได้ ต้องผลัดกันเป็นผู้ส่งและผู้รับ 3. แบบทางคู่ (Full-Duplex) คือ การส่งข้อมูลในแบบรับ-ส่งได้พร้อมกัน เช่น โทรศัพท์ หรือวิดีโอคอนเฟอเร้นท์ หรือ Web 2.0 ซึ่งผู้ส่ง และผู้รับสามารถรับและส่งในเวลาเดียวกันได้ ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายรับหรือส่งจนเสร็จ

? การส่งสัญญาณข้อมูลทั้ง 3 แบบมีจุดเด่น และจุดด้อยต่างกัน แต่ละแบบเหมาะกับงานใด

T.12 วิธีการสื่อสาร .. ย่อมมีความแตกต่างไปตามสื่อแต่ละแบบ

วิธีการสื่อสารที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการเลือกสื่อ/ช่องทางการสื่อสารให้เหมาะสม ย่อมหมายถึงประสิทธิผลในการสื่อสารไปแล้วครึ่งหนึ่ง เช่น การโฆษณาขายของเด็กเล่น หรือขนมสำหรับเด็ก ควรเลือกโฆษณาทางโทรทัศน์มากกว่าทางหนังสือนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ เพราะเด็กชอบดูโทรทัศน์มากกว่าอ่านหนังสือ หรืออ่านไม่ออก
? จงยกตัวอย่างวิธีการสื่อสารที่ไม่เหมาะสม
วิธีการสื่อสาร ต้องพิจารณาจากอะไร
+ สาร ที่ต้องการสื่อ
+ สื่อ/ช่องทาง มีอะไรให้ใช้ได้บ้าง
+ ผู้รับสาร คือใคร
+ ผู้ส่งสาร คือใคร
วงจรการสื่อสาร – PDCA
+ วางแผนการสื่อสาร
+ ดำเนินการสื่อสาร
+ ประเมินผลการตอบรับ
+ ปรับปรุงตามผลประเมิน
โน๊ต อุดม
+ บ่นในเฟสบุ๊ค .. FB เอาไว้ทำอะไรในมุมมองของโน๊ต 12.05
+ ฉ่อย – อินเทอร์เน็ต – ทำงานอยู่โต๊ะติด ๆ กัน ทำงานอย่างกับเป็นใบ้ 5.01
.. กลับถึงบ้านบ่นงานหนักฉิบเป๋ง หากบริษัทมึงเจ้งกูก็ไม่แปลกใจ .. เอชา เอช้า ..

เคยอบรมกับคุณภัทรา มาน้อย ยก case ผลวิจัยว่า “ลดความ จะเพิ่มผลผลิตได้”
? คำถามคือ ท่านเห็นอะไรจาก Line chart นี้

Operation

O.1 รูปแบบของการสื่อสารด้วยวาจาเพื่อการประชาสัมพันธ์ [1]p.271

1. การพูดชี้แจงอย่างเป็นทางการ (Formal Speeches) - หน้าเสาธง
2. การประชุมโต๊ะกลม (Round-Table Conference) - ประชุมกรรมการหมู่บ้าน
3. การอภิปรายกลุ่ม (Panel Discussions) - ประชุมผู้ถือหุ้น
4. การอภิปรายถามตอบปัญหา (Question-Answer Discussion) - ดารา
5. การสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Communion)
6. การแสดงสาธิต (Demonstration) - Amway
7. การประชุมชี้แจง (Staff Meeting) - พนักงานขาย
8. การประชุมบรรยายสรุป (Briefing Session) - ทหาร
9. การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) - เพาะเห็ด
10. การพูดในที่ชุมนุมชน (Public Speaking) - หาเสียง
O.2 ปัจจัยส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสื่อสาร #

1. ระดับความรู้ (Knowledge) เช่น ไม่ควรสอนการใช้ค่าสถิติมาทดสอบสมมติฐานกับนักเรียนประถม
2. ทัศนคติ (Attitude) เช่น ไม่ควรพูดเรื่องความยุติธรรม หรือประชาธิปไตยกับคนสวมเสื้อสี
3. ระบบสังคมและวัฒนธรรม (Social Cultural System) เช่น ไม่ควรพูดเรื่องประชาธิปไตยในประเทศสังคมนิยม
O.3 หลักในการเขียนเพื่อการสื่อสาร 7 C’s

1. มีความชัดเจน (Clarity)
2. มีความสมบูรณ์ (Completeness)
3. มีความรัดกุมและเข้าใจง่าย (Conciseness)
4. ระลึกถึงผู้อ่าน (Consideration)
5. มีความสุภาพ (Courtesy)
6. มีความถูกต้อง (Correct)
7. ข้อเท็จจริง (Concreteness)
+ http://www.tice.ac.th/Online/Online2-2548/bussiness/nantapon/b5.htm

หลักทั่วไปในการเขียน
1. ความชัดเจนของเรื่องราว เนื้อหา สาระ
2. ความสุภาพ
3. ความกระชับ เนื้อหาไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป
4. การเน้นย้ำ หรือสิ่งสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น

รูปแบบการเขียนที่ดี
1. มีแบบฟอร์มที่ถูกต้อง เหมาะสม
2. จัดทำได้อย่างเรียบร้อย บรรจุข้อมูลครบถ้วน
3. มีความน่าเชื่อถือ
4. ทันต่อเหตุการณ์
5. ใช้งานได้ดี

ข้อพึงระมัดระวังในการเขียน
1. มุ่งประเด็นน่าสนใจในประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น
2. เนื้อหาต้องครบถ้วน และไม่ตกประเด็นสำคัญที่ต้องการสื่อสาร
3. การจัดเรียงลำดับความสำคัญของเนื้อหา
4. การให้เหตุผลอย่างสอดคล้อง และเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ
5. การใช้ภาษาเขียนที่เป็นทางการ ตัวสะกด การันต์ วรรคตอนถูกต้อง

เรียบเรียงโดย ดร.ตะวันฉาย  มิตรประชา http://www.scribd.com/doc/231898363/
O.4 หลักสำหรับการพูดในที่ชุมนุมชน [1]p.278

1. ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่จะพูดให้เข้าใจชัดเจน
2. วิเคราะห์ความพร้อมของกลุ่มผู้ฟัง
3. จัดลำดับเรื่องที่จะพูด
4. ทำใจให้สบาย มีความเป็นกันเองกับผู้ฟัง
5. พูดอย่างเป็นธรรมชาติ มั่นใจ อย่างกระตือรือร้น
6. พูดพร้อมรอยยิ้ม มีชีวิตชีวา น่าสนใจ
7. พูดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ชัดเจน
8. พูดคล่อง ฉะฉาน
9. มีลีลา จังหวะ รู้จักการเน้นเสียง
10. เสียงดังฟังชัด
11. พูดอย่างสุภาพ เป็นมิตร ไม่อวดดี
12. มีท่าทางประกอบ อย่างมีชีวิตชีวา
13. ประสานตากับกลุ่มผู้ฟัง ไม่หันหลังให้ผู้ฟัง
14. ไม่พูดซ้ำซาก วนไปมา
15. รักษาเวลาในการพูด
16. เตรียมทุกอย่างให้พร้อม
O.5 การย่อความ (Precis) คือ การรับสารที่มีประสิทธิภาพ #

บุญยงค์  เกศเทศ ได้ให้นิยามว่า
การย่อความ คือ การเก็บเนื้อหาสาระสำคัญของเรื่องทั้งหมดมาเรียบเรียงใหม่อย่างสั้น ซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถรู้เรื่องยาว ๆ ได้ในเวลาไม่นานนัก
สุทธิวงศ์  พงศ์ไพบูลย์ และอุดม  หนูทอง  ได้ให้นิยามว่า
การย่อความ คือ การเก็บใจความสำคัญของเรื่องมาเขียนใหม่ เพื่อง่ายแก่การเข้าใจและสะดวกที่จะนำไปใช้ประโยชน์
รวมความได้ว่า การย่อความ คือ การถ่ายทอดใจความสำคัญของเรื่องที่เก็บได้จากการอ่านหรือการฟัง โดยใช้ภาษาของเราเอง
ส่วนประกอบของบทความ มักมี 2 ส่วน
1. ใจความ เป็นข้อความที่สำคัญที่สุด 
ถ้าตัดใจความออกจะทำให้ไม่เข้าใจบทความนั้น หรือทำให้เนื้อหาสาระในบทความนั้นเปลี่ยนแปลงไป
2. พลความ เป็นข้อความที่ขยายใจความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 
ส่วนของพลความนี้ถึงจะขาดหายไปหรือตัดออกไป ก็ไม่ทำให้เนื้อหาสาระในบทความนั้นเปลี่ยนแปลง
เนื้อหาของบทความ มักมี 3 ลักษณะ
1. ข้อเท็จจริง เช่น เขายิงธนูเข้าเป้าหมาย
2. ข้อคิดเห็น เช่น แม่นอย่างกับจับวาง
3. ข้อความแสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ชอบจังคนเก่งอย่างนี้ 
วิธีการย่อความ
1. อ่านบทความที่จะย่อทั้งเรื่องให้เข้าใจ
2. พยายามจับความคิดของผู้เขียนว่า ต้องการเสนอเรื่องใดเป็นสำคัญ
3. จับใจความสำคัญของเรื่องให้ได้ โดยตั้งคำถามไว้ในใจ เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม อย่างไร
4. นำใจความทั้งหมดที่จับได้มาเรียบเรียงใหม่
+ บทเรียนที่ ๓ ท๓๐๑๐๒ ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ๒
O.6 เทคนิคการจับประเด็น

การเรียนรู้
- สิ่งใหม่ที่ได้มา (ความรู้ มุมมอง แง่มุม ความคิด วิธีคิด)
- ต่อยอดความรู้เดิม
- ปรับกระบวนทัศน์ใหม่ (แนวคิดเดิมเปลี่ยนไป)
- องค์ความรู้ที่เป็นของตนเอง


เทคนิคการจับประเด็น
อ้างอิงจาก http://sa.ku.ac.th/project/newgrad060153.ppt

ใจความสำคัญ
คือ ความสัมพันธ์/ความเกี่ยวข้อง/ความเชื่อมโยง/คำตอบ
ที่นำไปสู่ หัวเรื่อง

ประเด็น
- สาระสำคัญ
- ใจความสำคัญ
- แก่นของเรื่อง
หลักการจับประเด็น
- รู้หัวเรื่องที่กำลังศึกษา
- ตั้งคำถามล่วงหน้า เพื่อวางแนวคำตอบที่ควรได้
- อ่าน/ฟัง/ดู อย่างมีสมาธิ
- แยกแยะสาระจากการอ่าน/ฟัง/ดู
- สรุปผล 
การจับประเด็น
- การหาสาระสำคัญของเรื่อง
- การจับใจความสำคัญของเรื่อง
- การสรุปใจความสำคัญของเรื่อง
- การจับหลักคิด/แนวคิดของเรื่อง
+ จากนั้นหยิบเอาความคิดหลัก/ประเด็นสำคัญมากล่าวย้ำให้เด่นชัด
+ โดยใช้ประโยคสั้น ๆ แล้วเรียบเรียงให้เป็นระเบียบ 
องค์ประกอบของเนื้อเรื่อง/บทความ
- ส่วนกล่าวนำ/เกริ่นนำ
- ส่วนใจความสำคัญ/แนวคิดหลัก
- ส่วนขยายความ/รายละเอียดสนับสนุน
- ตัวอย่าง
- บทสรุป
O.7 การนำเสนอคืออะไร

การนำเสนอ (Presentation) คือ กระบวนการของการแสดงเรื่องราว ประเด็น หรือหัวข้อที่กำหนดต่อผู้ฟัง อาจอยู่ในรูปของการนำเสนอสินค้าตัวอย่าง การบรรยาย หรือทอร์คโชว์ เพื่อให้ข้อมูล ชักชวน หรือโน้มน้าวใจ โดย Wharton School of Business นำเสนอผลการศึกษาว่าการใช้ภาพจริง (Visual) ช่วยลดการประชุมลงได้ 28% อีกการศึกษาหนึ่งพบว่า การใช้ภาพจริงทำให้ดูเป็นมืออาชีพ และน่าเชื่อถือกว่าผู้นำเสนอที่พูดอย่างเดียว โดยโปรแกรมนำเสนอ (Presentation program) มีหลายกหลาย อาทิ MS PowerPoint, Apple Keynote, OpenOffice.org, Impress หรือ Prezi
+ http://www.ted.com
+ http://en.wikipedia.org/wiki/Presentation
+ http://www.bestpresentation.net/presentation-secrets-steve-jobs/
interview
การนำเสนอสินค้าของ Steve Jobs ถือเป็นตำนานก็ว่าได้
O.8 คำแนะนำในการฝึกซ้อมการนำเสนอ

1. ฝึกพูดให้ดัง (Practice out loud)
ฝึกพูดดัง ๆ 3 ถึง 6 รอบ เพราะพูดค่อย ๆ แล้วผู้ฟังจะไม่ได้ยิน
2. อย่าอ่านสคริ๊ป (Practice with variety)
ทุกครั้งที่พูด อย่าพูดจากการท่องจำ แต่ให้พูดเหมือนการสนทนา ไม่ใช่พูดจากที่จดไว้
3. ฝึกควบคุมเวลา (Practice your timing)
ถ้ามีเวลา 30 นาที ต้องพูดในเวลา 18 - 25 นาที เผื่อเวลาสำหรับคำถาม และการแลกเปลี่ยน
4. ฝึกพูดต่อหน้าผู้ฟัง (Practice in front of a real audience)
หาผู้ฟังมาเป็นตัวแทนนั่งฟัง เวลาใช้คำที่ฟังแล้วเข้าใจยาก หรือไม่ชัด ก็จะได้ปรับปรุง
5. ฝึกการถูกถาม (Incorporate spontaneous Q&A into your practice)
เวลามีคำถามจากผู้ฟัง ก็อย่าพึ่งเข่าอ่อน ทำตัวเป็นธรรมชาติให้เหมือนตอนซ้อมถูกถาม
6. ฝึกพูดตอนเปิดกับปิด
(Spend more time on the speech opening and closing)
ให้เวลากับการซ้อมตอนเปิดกับตอนปิด เพราะเป็นเวลาสำคัญที่ผู้ฟังจะให้ความสนใจที่สุด
7. บันทึกคลิ๊ปตนเอง (Practice by recording yourself)
ถ้าเป็นการนำเสนอที่สำคัญมาก ก็ให้บันทึกเทป และเปิดดูเพื่อนำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ที่สุด
+ http://sixminutes.dlugan.com/presentation-practice/

? จงเลือกมา 3 ข้อว่า ถ้าท่านต้องเตรียมตัว ท่านจะเลือก 3 ข้อใด เพราะเหตุใด

The wolf of wall street [ชีวิต Jordan Belfort]
ภาพยนตร์เรื่องนี้เถื่อน 2 เรื่อง คือ sex กับ greedy
? เด็กที่บ้านถาม ดูเรื่องนี้แล้วได้อะไร .. ตอบให้เข้าใจยากนะนี่
O.9 รูปแบบการตัดสินใจโดยกลุ่ม #

การประชุมที่มีประสิทธิภาพสามารถมีได้หลายรูปแบบ
1. ในห้องประชุม (Decision room) - มีส่วนร่วมสูงสุด
2. เครือข่ายตัดสินใจในท้องถิ่น (Local decision network) - ไม่มีช่องว่างการสื่อสาร
3. ประชุมทางไกล (Teleconferencing) - มีส่วนร่วม แต่แบ่งกลุ่ม
4. การตัดสินใจทางไกล (Remote decision making) - มีช่องว่างระหว่างการสื่อสารมาก
O.10 ความหมายของธุรกิจ

+ ธุรกิจ (Business) หมายถึง การกระทำกิจกรรมของมนุษย์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับ การผลิต การจำหน่าย การซื้อขายแลกเปลี่ยน และการให้บริการ โดยการกระทำนั้นกระทำไปเพื่อหวังกำไรเป็นผลตอบแทน
+ ธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจและการพาณิชย์ที่มีเป้าหมายทางด้านกำไรในการจัดหาสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองผู้บริโภค
+ ธุรกิจ (Business) หมายถึง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคลที่ทำงานหรือร่วมมือกันทำงานในการผลิต การจำหน่าย การแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ด้วยการสร้างสรรค์ เพื่อตนเองหรือสังคม โดยมุ่งหวังกำไรเป็นสิ่งตอบแทน
องค์ประกอบของการดำเนินธุรกิจ
1. คน คือ ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์การ
2. เงิน คือ สิ่งที่ถูกยอมรับว่าสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
3. เครื่องมือ/เครื่องจักร คือ สิ่งที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้า
4. วัตถุดิบ คือ สิ่งที่นำมาเป็นทุนเริ่มต้นของการผลิตสินค้า
5. การจัดการ คือ การเชื่อมโยงองค์ประกอบทั้งหมด
6. การตลาด คือ การนำสินค้าออกไปถึงลูกค้า
7. ขวัญและกำลังใจ คือ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้องค์การบรรลุเป้าหมาย
บทบาทของการสื่อสารทางธุรกิจให้ได้ผล
1. มีจุดประสงค์ที่เด่นชัดในการสื่อสาร
1.1 เพื่อแจ้งข่าวสาร เช่น เปิดปิดกี่โมง
1.2 เพื่อโน้มน้าวใจ เช่น มีสินค้าโปรโมชั่น
1.3 เพื่อประชาสัมพันธ์ เช่น มีสินค้าอะไรบ้าง
2. มีความรู้ความเข้าใจในสารที่ต้องการจะส่ง
3. มีความพร้อมในการสื่อสาร
4. รู้จักใช้วิธีการสื่อสารให้เหมาะสม
5. มีการฝึกฝนทักษะอยู่เสมอ
6. รู้จักเลือกกาลเทศะให้เหมาะสม
+ การเขียนทางธุรกิจ [PDF]
โศกนาฏกรรมองค์กรหลงทิศ [3]
– บริหารจัดการโดยไม่ใช้ข้อมูลจริง
– ใช้ management tools โดยไม่เข้าใจ
– กำหนดกลยุทธ์โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง
– ไม่รู้ว่าลูกค้าคือใคร
– ตอบสนองลูกค้าไม่ได้
การปฏิบัติการล้มเหลว
– พัฒนาบุคลากรโดยไร้ทิศทาง
– รักษาบุคลากรที่ดีไว้ไม่ได้
– ภาวะผู้นำล้มเหลว
หนังสือดี สำหรับธุรกิจ

รศ.เศกสิน ศรีวัฒนานุกูลกิจ
แนะนำหนังสือให้อ่าน
O.11 เทคนิคการวิเคราะห์งาน #

การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) เป็นการแสดงให้เห็นว่าต้องดำเนินการอย่างไรกับเรื่อง/งานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์กับการวิเคราะห์ในเรื่องอื่นในชีวิตประจำวันได้

1. ระบุกิจกรรมหลัก
2. วิเคราะห์ระดับของงาน/กิจกรรม ว่าสอดรับกับระดับการจัดการใด
3. วิเคราะห์เวลา และปริมาณงาน
4. วิเคราะห์ความถี่ในการปฏิบัติงาน 
5. วิเคราะห์การใช้ทรัพยากร
6. วิเคราะห์ความเสี่ยงของงานหรือกิจกรรม
7. วิเคราะห์ว่าทำเองหรือเอาท์ซอร์ซ
8. ตรวจสอบผลการวิเคราะห์
9. กำหนดทางเลือกที่เหมาะสม
10. นำเสนอผลการวิเคราะห์

วิชา ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ( คุณครูสุภารัตน์   หอมนาน )

–  verb  tenses

–  present  to  past

–  present  simple

–  บอกเล่า

–  ปฏิเสธ

–  คำถาม

–  กฏการเติม s , es

–  articles (  คำนำหน้าคำนาม )

–  indefinite ( คำนำหน้าคำนามที่ไม่เฉพาะเจาะจง )

–  definite ( คำนำหน้านามที่เฉพาะเจาะจง )

–  หลักการใช้  the

วิชา  คณิตศาสตร์เพิ่มเติม  ( คุณครูปิยานุช  ขันโท )

–  สมบัติของเลขยกกำลัง

–  การดำเนินการของเลขยกกำลัง

–  สมบัติอื่นของเลขยกกำลัง

–  พหุนามและเศษส่วน

–  พหุนามกับการคูณ

–  พหุนามกับการหาร

–  การคูณพหุนามกับพหุนาม

–  การหารพหุนาม

–  เศษส่วนของพหุนาม

วิชา ภาษาไทยพื้นฐาน  (  คุณครูมัลลิกา  ฟูเต็มวงศ์  )

–  เรื่องโคลงภาพพระราชพงศาวดาร  ตอน  แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ภาพพระสุริโยทัยขาดคอช้าง

เรื่องโครงภาพพระราชพงศ์ศาวดาร

๑.แรงบันดาลใจสร้างศิลปะ ความประทับใจในวีรกรรมอันห้าวหาญของวีรบุรุษ วีรสตรี เป็ นแรงบันดาลใจให้ศิลปิ นสร้างงานศิลปะ โคลงภาพพระราชพงศาวดารก็เกิดจากแรงบนัดาลใจเช่นน้นั เหมือนกนั ๒.ประวัติความเป็ นมา โคลงภาพพระราชพงศาวดาร มีประวตัิความเป็นมาตามที่สมเด็จกรมพระยาดา รงราชานุภาพ พระนิพนธเ์ล่า ไวว้า่ ก็คือ มีท้งัหมด ๓๗๖ บท มีภาพประกอบ ๙๒ แผน่ เกิดข้ึนโดยกระแสพระราชดา ริในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลา้เจา้อยหู่ วั พระเจา้อยหู่ วัรัชกาลที่๕ ไดท้รงเลือกสรรเรื่องในพระราชพงศาวดารแลว้โปรดใหช้่างเขียน รูปภาพ โปรดฯใหก้รมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ ทรงคิดแบบกรอบกระจกรูปภาพ ทุกภาพใหม้ีโคลงบอกเรื่องพระ ราชพงศาวดาร รูปภาพน้นั มีท้งัหมด ๓ ขนาดคือขนาดใหญ-่ กลาง-เล็กรูปขนาดใหญ่มีจา นวนโคลงรูปละ ๖ บท รูป ขนาดกลางและขนาดเล็กมีจ านวนโคลงรูปละ ๔ บท ผแู้ต่งโคลงน้นั ไดแ้ก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้เจา้อยหู่ วั พระบรมวงศานุวงศแ์ละขา้ราชการผู้ สนั ทดัการแต่กลอน เมื่อทา การเสร็จแลว้ไดโ้ปรดใหน้ า ไปประดบั พระเมรุทอ้งสนามหลวงใหป้ ระชาชนไดเ้ห็นไดอ้่านกนั ใน พ.ศ.๒๔๓๐ เมื่อคร้ังมีงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจา้ลูกเธอและพระศพพระอคัรชายาเธอโดยได้ โปรดฯใหร้วบรวมโคลงเรื่องพระราชพงศาวดารดงักล่าวใหพ้ ระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งบาน แผนกเป็นร่ายและโคลงกา กบั แลว้พมิพเ์ป็นเล่ม พระราชทานเป็นของแจกในงานน้นัดว้ย คร้ันเสร็จงานพระเมรุแลว้ ไดโ้ปรดโปรดใหแ้บ่งรูปภาพเรื่องพรราชพงศาวดารไปประดบัไว้ณ พระที่นงั่ อมัรินทร์วนิิจฉยับา้ง พระที่นงั่ วโรภาษพมิานบา้ง พระราชวงับางปะอินบา้ง ๓.ผู้แต่งโคลงภาพพระราชพงศาวดาร-พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑.โคลงแผน่ ดินสมเด็จพระมหาจกัรพรรดิภาพพระสุริโยทยัขาดคอชา้ง ในส่วนโคลงเป็นพระราชนิพนธ์ ในพระบาสมเด็จพระจุลจอมเกลา้เจา้อยหู่ วั ภาพเป็นฝีพระหตัถส์ มเด็จพระเจา้บรมวงศเ์ธอเจา้ฟ้ากรมพระยานริศรา นุวัดติวงศ์ ๒.โคลงแผน่ ดินสมเด็จพระเจา้เสือ ภาพพันท้านนรสิงห์ถวายชีวิต โคลงเป็ นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิป ประพันธ์พงศ์ ภาพเป็ นฝี มือของพระวรรณวาดวิจิตร (นายทอง)

– แผนผังโครงสี่สุภาพ

ลักษณะค าประพันธ์-โคลงสี่สุภาพ โคลงภาพพระราชพงศาวดารแต่งดว้ยโคลงสี่สุภาพ โคลงภาพพระสุริโยทยัขาดคอชา้งแต่งเป็นโคลงสี่ สุภาพ ๖ บท โคลงแผน่ ดินสมเด็จพระเจา้เสือแต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ ๔ บท แผนผังโคลงสี่สุภาพ

11650855_787228621396407_1901996858_n

–  ลักษณะคำประพันธ์

–  โคลงภาพที่ 56 ตอน  พันท้ายนรสิงห์

–  แผนผังโคลงสี่สุภาพ

–  ลักษณะบังคับโคลง

–  สรุปเรื่องย่อโคลงภาพสมเด็จพระสุริโยทัย

–  บทเสภาสามัคคีเสวก  ตอน  วิศวกรรมาและสามัคคีเสวก

วิชา ประมวลความรู้ ( คุณครูเตชิต   ไวทยกุล )

–  สรุปแผ่นดินไหว

–  สรุปวีดีโอเรื่องตายอย่างดี

วิชา  ดนตรีนาฎศิลป์  (  คุณครูศราวุธ   วงศ์ประเสริฐ  )

ดนตรี นาฏศิลป์

 เรียนรู้หลักการพื้นฐาน

ในตอนที่ 2 นี้ ผมขอเล่าเรื่องของหลักการทางดนตรีและนาฏศิลป์ ด้านโสตศิลป์นี้ผมไม่ได้เรียนมาโดยตรงในสถาบัน เพียงแต่ผมฝึกมาจากปราชญ์ชาวบ้าน ทั้งร้อง รำ ดนตรี แบบคนสอนคน ไม่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน แต่นำมาเล่าเพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูศิลปะที่เรียนมาทางดนตรี และนาฏศิลป์ ซึ่งได้แก่ ดนตรีไทย ดนตรีสากล ขับร้อง ฟ้อนรำ การแสดงเพลงพื้นบ้าน (ซึ่งวิชาศิลปะ คือภาพรวมทั้ง 3 สาระไม่มีแยกย่อย)

ศิลปะ (Art) ทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อประโยชน์ในการใช้สอย และชื่นชมในความงาม มนุษย์มีการรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม เป็นเผ่าพันธุ์ แล้วค่อย ๆ ขยายเผ่าพันธุ์ออกไปเป็นชาติ บ้านเมือง ที่มีศิลปะและวัฒนธรรม ที่แสดงถึงความเจริญงอกงามก็ด้วยการอาศัยผลงานศิลปะเป็นสิ่งรองรับ หรือ มาประกอบการยกระดับความเจริญ ดังนั้น ศิลปะจึงมีความเชื่อมโยงกันกับวัฒนธรรมอย่างมีเหตุมีผล แขนงงานทางศิลปะ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ

1. ด้านทัศนศิลป์ (Visual art) หมายถึงศิลปะที่มองเห็น หรือ ศิลปะที่สัมผัสได้ จับต้องได้และรับรู้ชื่นชมได้ด้วยการเห็น  ได้แก่ จิตรกรรม (Painting) ประติมากรรม (Sculpture) และสถาปัตยกรรม (Architecture)

2. ด้านโสตศิลป์ (Audio art) หมายถึงศิลปะที่สัมผัสได้ ด้วยการรับฟัง ผ่านประสาทหู ได้แก่ ดนตรี (Music) และนาฏศิลป์ (Drama)

หลักการของโสตศิลป์

1. เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์

2. วิเคราะห์ วิจารณ์ คุณค่า การถ่ายทอดความรู้สึกความคิดต่อดนตรี อย่างอิสระ

3. นำเอาความรู้ทางดนตรีมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

4. ความเข้าใจในความเป็นมาของดนตรีที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น

5. เข้าใจและแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์

6. วิเคราะห์ วิจารณ์ คุณค่า การถ่ายทอดความรู้สึกความคิดต่อนาฏศิลป์ อย่างอิสระ

7. นำเอาความรู้ทางนาฏศิลป์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

8. ความเข้าใจในความเป็นมาของนาฏศิลป์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ดนตรี    เครื่องดนตรี คือ เครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้บรรเลงให้มีเสียงดังเป็นทำนองเพลง ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน  การแบ่งเครื่องดนตรี โดยอาศัยอากัปกิริยาในการบรรเลง แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1.    เครื่องดนตรีประเภทดีด ใช้มือดีด หรือดีดด้วยวัสดุอื่นเกิดเป็นเสียง ดีดที่สายขึง ใช้นิ้วกดที่สาย แล้วดีดให้เกิดเป็นเสียง 7 เสียงได้แก่ พิณ ซึง จะเข้ กระจับปี่

2.    เครื่องดนตรีประเภทสี มีเสียงเกิดจากการสีของคันชักที่ทำมาจากหางม้าสีลงบนสายที่ทำมาจากไหม หรือเอ็น มี 2-3 สาย มีคันทวนและกะโหลก  ได้แก่ สะล้อ ซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ ซออีสาน ซอมอญ

3.    เครื่องดนตรีประเภทตี จำแนกได้อีก 3 ประเภท คือ

3.1     เครื่องตีทำด้วยไม้  ได้แก่ กรับคู่  กรับพวง

3.2     เครื่องตีทำด้วยโลหะ ได้แก่ มโหระทึก ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ ระฆัง กังสดาล

3.3     เครื่องตีทำด้วยหนัง ได้แก่ กลองทัด กลองตุ๊ก ตะโพน บัณเฑาะว์ กลองมลายู

4.     เครื่องเป่า ได้แก่ แตรเขาควาย แตรงอน แตรสังข์ ปี่ใน ขลุ่ย ปี่ซอ ประเภทของวงดนตรีไทย

การผสมวงดนตรีไทย มี ดังนี้

1.     วงขับไม้ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ซอสามสาย โทน กระจับปี่ และผู้ขับร้อง

2.     วงเครื่องกลองแขก เครื่องดนตรี ได้แก่ กลองมลายู ปี่ ฆ้องโหม่ง

3.     วงเครื่องสาย ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ฉิ่ง ขลุ่ย โทน รำมะนา

4.     วงปี่พาทย์ มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน ได้แก่

4.1 วงปี่พาทย์ชาตรี มี ปี่นอก ฆ้องคู่ โทนชาตรี ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ฆ้องวงใหญ่

4.2 วงปี่พาทย์เครื่องห้า มีระนาดเอก ปี่ใน ตะโพน กลองทัด ฆ้องวงใหญ่ ฉิ่ง

4.3 วงปี่พาทย์เครื่องคู่ มี ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ปี่ใน ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ฆ้องวง      ใหญ่ ฆ้องวงเล็ก

4.4 วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ มี ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ปี่ใน ปี่นอก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก

5.   วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด มีเครื่องดนตรีทุกประเภท เป็นการรวมวงเครื่องสายกับปี่พาทย์เข้าด้วยกัน วงมโหรีมี  3 ชนิด คือ

5.1 วงมโหรีเครื่องเดี่ยว มี ระนาดเอก ฆ้องวง ซอ ขลุ่ย จะเข้ โทน รำมะนา ฉิ่งฉาบ

5.2 วงมโหรีเครื่องคู่ มี ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ซอสามสาย (อย่างละ 2) ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก ฆ้องวงใหญ่ ขลุ่ยหนีบ ขลุ่ยเพียงออ โหม่งราว ฉิ่ง ฉาบ กรับพวง  โทน รำมะนา

5.3 วงมโหรีเครื่องใหญ่ มีเครื่องดนตรีครบทุกประเภท และสมบูรณ์มากที่สุด โดย เพิ่มระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็กเข้าไป มีขลุ่ยอู้อีกชิ้นหนึ่งด้วย ดนตรีสากล เป็นเครื่องดนตรีที่ชาวตะวันตกได้นำมาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก จึงทำให้ทุกชนชาติทุกภาษาสามารถเล่นดนตรีสากลได้ ทั้งนี้เพราะเครื่องดนตรีสากลมีมาตรฐานเดียวกัน และใช้ โน้ต บันทึกทำนองเพลง ประเภทของ

เครื่องดนตรีสากล   แบ่งออกได้เป็น  3 ประเภท คือ

1. ดนตรีพื้นเมือง หรือดนตรีพื้นบ้าน (Folk Music) มีอยู่ตามท้องถิ่น ส่วนใหญ่ใช้เครื่องประกอบจังหวะ ฉิ่ง กรับ ฉาบ โหม่ง โทน ระมะนา กลอง อาจมี สะล้อ ซอ ซึง แคน เป็นต้น

2. ดนตรีแบบฉบับ (Classical Music) เป็นการพัฒนาดนตรีของแต่ละชนชาติ จนเป็นดนตรีชั้นสูง มีความดีเด่นจนเป็นดนตรีประจำชาติได้ เช่น ดนตรีไทย มีพัฒนาการจนสามารถบรรเลงในราชสำนักได้

3. ดนตรีสมัยนิยมหรือ ชนนิยม (Popular Music) เป็นดนตรีที่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไป  จะมีเพลงที่ได้รับความนิยมอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็เสื่อมไป มีเพลงใหม่เข้ามาแทนที่ มีการนำเอาทำนองของต่างชาติมาใช้

เครื่องดนตรีสากล  แบ่งออกเป็น  5 ประเภท คือ

1. ประเภทเครื่องสาย (The String Instruments) ทำมาจากสายโลหะ และสายเอ็น

1.1 จำพวกเครื่องสายแบบดีด ได้แก่ กีตาร์ แบนโจ แมนโดลีน  ฮาร์ป

1.2 จำพวกเครื่องสายสี ใช้คันชัก ได้แก่ ไวโอลีน วิโอล่า ดับเบิลเบส

2. ประเภทเครื่องเป่าลมไม้ (The Woodwind Instruments) มี 2 ประเภท คือ

2.1 ประเภทเป่าลมผ่านช่องลม ได้แก่ ฟลุท  ปิคโคโล เรคอเดอร์

2.2 ประเภทเป่าลมผ่านลิ้น ได้แก่  คลาริเนท  แซกโซโฟน  โอโบ  บาสซูน

3. ประเภทเครื่องเป่าโลหะ (The Brass Instruments) เป่าผ่านริมฝีปากไปปะทะช่องที่เป่า ได้แก่ คอร์เน็ท ทรัมเป็ต เฟรนซ์ฮอร์น ทรอมโบน แบริโทน ยูโฟเนีม ทูบา ซูซาโฟน

4. ประเภทคีย์บอร์ด (The Keyboard Instruments) มีลิ่มนิ้วเรียงกันเป็นแผง     ได้แก่ เปียโน ออร์แกน  อิเล็กโทน  แอ็คคอร์เดียน  คีย์บอร์ดไฟฟ้า

5. ประเภทเครื่องตี (The Percussion Instruments) แบ่งเป็น  2 กลุ่ม คือ

5.1 เครื่องตีนำทำนอง (Molodic Percussion) ได้แก่ โซโลโฟน เบลไลลา ระฆังราว

5.2 เครื่องตีทำจังหวะ (Rhythmic Percussion) ได้แก่ กลอง บองโกส์ ทอมบา ฉิ่ง ฉาบ กรับ ลูกแซก กลองชุด ความไพเราะของเพลง มีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ เพลงขับร้อง กับเพลงบรรเลง เพลงบรรเลง เป็นเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีล้วน ๆ เช่น เพลงโหมโรง เพลงหน้าพาทย์เพลงขับร้อง เป็นการร้องประกอบดนตรี คือ ร้องและมีดนตรีรับ เช่น เพลงเถา เพลงตับเพลงที่เราได้รับฟังกันอยู่ในปัจจุบันมี 2 กลุ่ม คือ เพลงไทย และ เพลงไทยสากล

นาฏศิลป์ไทย  เป็นการแสดงท่าทาง โดยการร่ายรำ ซึ่งตามปกติจะใช้ดนตรีและการขับร้องประกอบอยู่ด้วย เช่น ระบำ รำฟ้อน เซิ้ง ละคร  โขน

1. ระบำ การแสดงท่าทางรำพร้อมกันเป็นหมู่ เป็นชุด ไม่มีการดำเนินเรื่อง เช่น ระบำไก่ ระบำเทพบันเทิง ระบำศรีวิชัย ระบำดอกบัว

2. รำ  เป็นการแสดงท่าทางด้วยวงแขน มือที่อ่อนช้อยสวยงาม เป็นการแสดงคนเดียวหรือหมู่ เช่น รำศรีนวล รำแม่บท รำโคม

3. ฟ้อน เป็นการรำแบบพื้นเมืองของภาคเหนือด้วยลีล่าที่ค่อนข้างจะเชื่องช้า แต่งกายแบบพื้นเมือง เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนเงี้ยว

4. เซิ้ง ศิลปะการร่ายรำแบบพื้นเมืองภาคอีสาน ใช้จังหวะเร็ว สนุกสนาน ได้แก่ เซิ้งสวิง เซิ้งกระติบ เซิ้งบั้งไป (นำขบวนแห่บั้งไฟ)

5. ละคร  เป็นศิลปการแสดงที่ผูกเป็นเรื่องราวเป็นตอน ๆ  ตามลำดับ ประกอบด้วย บทร้อง รำ ทำท่าทาง บทเจรจา ใช้ดนตรีประกอบการแสดง มีการจัดฉากให้สอดคล้องกับเรื่องราว ได้แก่

5.1 ละครชาตรี เป็นต้นแบบของละครรำ ใช้ผู้แสดง 3 คน มีวงปี่พาทย์บรรเลง

5.2 ละครนอก  เป็นกระบวนการร้องรำที่ค่อนข้างจะรวดเร็ว เรื่องตลกขบขัน มีวงปี่พาทย์บรรเลง  เดิมผู้ชายแสดง ปัจจุบันผู้แสดงเป็นชาย-หญิง

5.3 ละครใน  มุ่งเน้นศิลปะการร่ายรำเป็นสำคัญ ยึดระเบียบประเพณี ใช้เพลงไพเราะ ไม่นิยมตลกขบขัน ใช้ผู้หญิงแสดงล้วน

5.4 ละครดึกดำบรรพ์ เป็นละครที่ผู้แสดงร้องเอง รำเอง เจรจาเอง มีการแต่งกาย มีฉากประกอบตามเนื้อเรื่อง มีวงดนตรี  วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

5.5 ละครพันทาง เป็นละครแบบผสม ทำเอาศิลปการแสดง ท่าทางของชาติอื่นมาผสมกับศิลปะของไทย แต่งกายตามเนื้อเรื่อง แบ่งการแสดงออกเป็นชุด

5.6 ละครร้อง ใช้การร้องเป็นหลัก ดำเนินเรื่อง ไม่มีรำ ใช้ท่าทางประกอบการแสดง

5.7 ละครพูด  เป็นละครสมัยใหม่ ใช้การพูดดำเนินเรื่องแทนการร้อง

6. โขน  เป็นศิลปการแสดงของไทย รูปแบบหนึ่ง มีทั้งการรำ การเต้น ออกท่าทางเข้ากับดนตรี ผู้แสดงสมมุติเป็นตัวยักษ์ ตัวลิง เทวดา ตัวพระ ตัวนาง โดยสวมหน้า เรียกกันว่า “หัวโขน”ผู้แสดงไม่ต้องร้อง จะมีผู้พากย์และร้อง ซึ่งเรียกว่า “ตีบท” เรื่องที่นำมาแสดง คือ เรื่องรามเกียรติ์ โขนมี 5 ชนิด คือ

โขนกลางแปลง  โขนโรงนอก (โขนนั่งราว)

โขนโรงใน  โขนหน้าจอ  โขนฉาก

นาฏยศัพท์  เกี่ยวกับการใช้มือ

วง เป็นการตั้งแขนคล้ายครึ่งวงกลม ตั้งมือขึ้น นิ้วทั้งสี่เรียงชิดติดกันหลบหัวแม่มือเล็กน้อยแล้วหันฝ่ามือออกนอกตัวหักข้อมือเข้าหาลำตัว ตั้งวงมี 4 ชนิด คือ วงบน วงกลาง วงล่าง วงหน้า

จีบ เป็นการจรดนิ้วมือเข้าหากัน นิ้วหัวแม่มือกับข้อสุดท้ายของปลายนิ้วนิ้วชี้ นิ้วอื่น ๆ กรีดคล้ายพัด การจีบมี 5 ลักษณะ คือ จีบหงาย จีบคว่ำ จีบปรกข้าง จีบปรกหน้า

เดินมือ เป็นการเคลื่อนมือทั้งสองข้างสลับกันในท่ารำ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับจังหวะนาฏยศัพท์  เกี่ยวกับการใช้เท้า

กระดกเท้า เป็นการยกเท้าข้างใดข้างหนึ่งไปข้างหลัง ให้น่องชิดโคนขาแล้วหักข้อเท้า

ก้าวเท้า  เป็นการก้าวเท้าไปข้างหน้า และก้าวเท้าไปข้างหลัง  โดยเอาส้นเท้าแตะลง

ก้าวข้าง เป็นการก้าวเท้าออกไปทางด้านข้าง ด้วยเท้าข้างใดข้างหนึ่ง เปิดส้นเท้าหลังด้วย

จรดเท้า ใช้จมูกเท้าแตะพื้น  วางส้น จรดส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่ง

กระทุ้งเท้า ยกเท้าข้างใดข้างหนึ่งให้สูงขึ้นเล็กน้อยแล้วใช้จมูกเท้ากระทุ้งลงที่พื้น

รำวง  เป็นศิลปะการเล่นพื้นเมือง โดยผู้รำจะต้องยืนรำเป็นวงกลม อาจยืนอยู่กับที่ หรือเดินรำเรียง กันไป ดนตรีที่นิยมใช้ คือ โทน บทร้องส่วนใหญ่เป็นบท หยอกเย้า ชมโฉม รำพันรัก บทจากกันเพลงรำวง ได้แก่ “ยวนยาเหล  ยวนยาเหล  หัวใจว้าเหว่  ไม่รู้จะเห่ไปหาใคร”

รำวงมาตรฐาน

เป็นการเล่นที่ประยุกต์มาจากรำวงพื้นเมืองหรือรำโทน ซึ่งกรมศิลปากรเป็นผู้จัดระเบียบของการรำเพื่อให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพลงต่าง ๆที่ใช้ในการรำจะมีความสัมพันธ์ท่ารำ ได้แก่

–         เพลงงามแสงเดือน           ท่ารำสอดสร้อยมาลา

–         เพลงชาวไทย                 ท่ารำชักแป้งผัดหน้า

–         เพลงรำมาซิมารำ             ท่ารำ รำส่าย

–         เพลงคืนเดือนหงาย          ท่ารำสอดสร้อยมาลาแปลง

–         เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ      ท่ารำแขกเต้าเข้ารัง และผาลาเพียงไหล่

–         เพลงดอกไม้ของชาติ        ท่ารำยั่ว

–         เพลงหญิงไทยใจงาม        พรหมสี่หน้า และยูงฟ้อนหาง

–         เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า      ช้างประสานงา และจันทร์ทรงกรดแปลง

–         เพลงยอดชายใจหาญ        (หญิง) ชะนีรายไม้ (ชาย) จ่อเพลิงกาฬ

–         เพลงบูชานักรบ   เที่ยวแรก (หญิง) ขัดจางนาง

(ชาย) จันทร์ทรงกรด

เที่ยวสอง (หญิง) ล่อแก้ว

(ชาย) ขอแก้ว

การแสดงเพลงพื้นบ้าน หรือเพลงพื้นเมือง การแสดงหรือการละเล่นของในแต่ละท้องถิ่น จะแฝงเอาไว้ด้วยศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และจิตใจของคนแต่ละท้องถิ่น

ประเภทของการแสดงท้องถิ่น

1. เพลงพื้นบ้าน เป็นเพลงที่ชาวบ้านคิดคำร้องและท่าทางในการแสดงตามวิถีชีวิตในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้แก่ เพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงพวงมาลัย เพลงอีแซว  ลำตัด เพลงเทพทอง เพลงโคราช เพลงบอก เพลงแคน เพลงหมอลำ ฯลฯ

2. รำพื้นเมือง  คือ ระบำ รำ ฟ้อนที่กำเนิดมาจากถิ่นต่าง ๆ  เช่น ฟ้อนเทียน ฟ้อนเล็บ ฟ้อนภูไท รำวง รำกลองยาว รำศรีนวล

การแสดงเพลงพื้นบ้าน ภาคต่าง ๆ

1. เพลงพื้นบ้านภาคกลาง  เพลงพวงมาลัย เพลงเหย่ย เพลงฉ่อย ฯลฯ นิยมเล่นกันในเทศกาล ตรุษ สงกรานต์ สารทไทย  การแต่งกายผู้แสดงจะนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อสีลายดอก

2. การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ  ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ด้วยท่วงท่าลีลากรีดกราย  นุ่งผ้าสิ้น  ห่มสไบ  เกล้าผมมวยทรงสูง สวมเล็บยาวทั้ง 4 นิ้ว

3. การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน ได้แก่ เซิ้งบั้งไฟ  หมอลำ  เซิ้งสวิง เซิ้งกระติบ การแสดงไม่มีแบบแผน เป็นรำ ทำท่าทางที่สนุกสนาน นำขบวนแห่บั้งไฟ  การแต่งกายนุ่งผ้าสิ้น เสื้อแขนกระบอก  ชายนุ่งกางเกงขาก๊วย เสื้อคอกลม ผ้าขาวม้าคาดพุง

4. การแสดงพื้นเมืองภาคใต้ ได้แก่ โนรา หนังตะลุง  เพลงบอก   การแสดงโนรา แต่งกายนุ่งผ้าสนับเพลา มีสังวาล ทับทรวง ปั้นเหน่ง ผ้าห้อยหน้า จีบหางหงส์ กำไลต้นแขน ปลายแขนส่วนหนังตะลุง ใช้คนเป็นผู้เชิดตัวหนังที่ทำด้วยหนังวัว หนังควายขูดจนบาง แกะสลัก ระบายสีสวยงาม มีทั้งตัวพระ ตัวนาง ฤษี  ตัวตลก  ปราสาทราชวัง ฯลฯ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการแสดงหนังตะลุง ได้แก่ ทับ 2 ลูก ฆ้องคู่  ปี่ ซอ กลองตุ๊ก ฉิ่ง และกรับ  ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้เครื่องดนตรีสากลด้วย

ผลงานที่นักเรียนคิดสร้างสรรค์หรือปฏิบัติ (ตามความสนใจ ตามความสามารถ) ได้แก่

       1.     งานดนตรีพื้นบ้านตามความถนัด (ใช้เครื่องดนตรี 1-3 ชิ้น)
       2.     งานบรรเลงดนตรีไทย หรือดนตรีสากล
       3.     งานขับร้องเพลงไทย แบบไทยเดิม ไทยประยุกต์ และสากล

….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/103371